<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[วัดสำคัญของจังหวัด]]></title>
<link>https://sri.onab.go.th/th/content/category/index/id/110</link>
<atom:link href="https://sri.onab.go.th/th/content/category/index/id/110" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[วัดพระพุทธบาท ราชวรมหาวิหาร]]></title>
<link>https://sri.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/646</link>
<guid isPermaLink="false">e734d95ff869db47455b1b414338eb42</guid>
<pubDate>Mon, 27 Jul 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><b>&nbsp; &nbsp;วัดพระพุทธบาท </b>เป็นอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ ณ ตำบลขุนโขลน อำเภอพระพุทธบาท&nbsp;จังหวัดสระบุรี&nbsp;วัดนี้สร้างขึ้นเมื่อ&nbsp;พ.ศ. ๒๑๖๗&nbsp;สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ผู้สร้าง&nbsp;สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมโปรดเกล้าให้สร้างขึ้นไว้มูลเหตุที่จะทรงโปรดให้สร้างวัดนี้&nbsp;เพราะสืบเนื่องมาจากพระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นรอยพระพุทธบาทประดิษฐาน ณ ที่ตรงนั้น&nbsp;ทรงพระเจริญพระราชศรัทธาเลื่อมใสยิ่งนัก&nbsp;จึงโปรดเกล้าฯ ให้ช่างก่อเป็นคฤห์&nbsp;(เรือนน้อย) สวมรอยพระพุทธบาทไว้เป็นการชั่วคราวก่อน ภายหลังจากได้เสด็จพระราชดำเนินกลับถึงราชธานี จึงเริ่มงานสถาปนายกสถานที่พระพุทธบาทนั้นขึ้นเป็นพระมหาเจดียสถานและโปรดให้สร้างพระมหามณฑปครอบรอยพระพุทธบาท&nbsp;พร้อมกับโปรดให้เจ้าพนักงานสร้างพระอาราม&nbsp;สำหรับพระภิกษุสามเณรอยู่อาศัยเป็นประจำ&nbsp;เพื่อดูแลรักษาพระมหาเจดียสถานพร้อมกับบำเพ็ญสมณธรรมสืบไป</p>

<p>&nbsp; &nbsp; ปัจจุบันนี้&nbsp; บริเวณพระอารามซึ่งกว้างขวางใหญ่โต ได้แบ่งออกเป็นสองเขตเพื่อความสะดวกในการดูแลรักษา คือเขตพุทธาวาสเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธบาท พระอุโบสถและปูชนียสถานอื่นๆ ที่อยู่บนไหล่เขาตลอดลงมาถึงเชิงเขา&nbsp;เขตสังฆาวาสเป็นที่อยู่จำพรรษาของพระภิกษุสามเณร&nbsp;มวลหมู่กุฎีพร้อมทั้งศาลาการเปรียญตั้งอยู่ที่บริเวณพื้นดินติดกับเขตพุทธาวาส ทั้งสองเขตมีกำแพงล้อมรอบเป็นสัดส่วน&nbsp;มีถนนคั่นกลางระหว่างเขต&nbsp;เพราะเหตุว่าวัดนี้เป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาท&nbsp;จึงได้รับพระราชทานนามมาแต่เดิมว่า&nbsp;&ldquo;วัดพระพุทธบาท&rdquo;&nbsp;แต่ชาวบ้านโดยทั่วไปนิยมเรียกสั้นๆ ว่า&nbsp;&ldquo;วัดพระบาท&rdquo;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สำหรับตำนานพระพุทธบาทนี้&nbsp;มีปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนากล่าวไว้ในปุณโณวาทสูตร&nbsp;พร้อมทั้งมีอรรถกถาขยายความของพระสูตรนี้ออกไปอีกมากมาย ล้วนกล่าวเป็นทำนองปาฏิหาริย์เป็นส่วนใหญ่&nbsp;แต่ทว่าเป็นเรื่องที่น่ารู้น่าศึกษา&nbsp;จึงขอนำมาเล่าไว้&nbsp;ณ ที่นี้โดยย่อพอได้ใจความดังต่อไปนี้ ใจความว่า&nbsp;ได้มีตำบลๆ หนึ่งชื่อ&nbsp;สุนาปรันตปะ&nbsp;ในตำบลนี้&nbsp;มีพ่อค้าอยู่&nbsp;๒&nbsp;คนเป็นพี่น้องกัน คนผู้พี่ชื่อมหาบุณ คนผู้น้องชื่อจุลบุณ พี่น้องทั้งสองนี้ผลัดเปลี่ยนกันไปค้าขาย&nbsp;เมื่อนายมหาบุณไปค้าขายจุลบุณอยู่รักษาบ้าน&nbsp;บางทีนายจุลบุณไปค้าขาย&nbsp;นายมหาบุณเป็นผู้อยู่รักษาบ้าน&nbsp;ครั้งหนึ่งนายมหาบุณขนสินค้าขึ้นบรรทุกเกวียน&nbsp;๕๐๐&nbsp;เล่มเสร็จแล้ว&nbsp;ก็พาบริษัทของตนออกจากบ้านไปสู่ชนบทน้อยใหญ่&nbsp;โดยลำดับจนบรรลุถึงกรุงสาวัตถี&nbsp;จึงได้หยุดเกวียนทั้ง&nbsp;๕๐๐&nbsp;เล่ม อยู่ในแถบใกล้พระเชตวัน&nbsp;พอเวลาเช้าชาวกรุงสาวัตถีต่างคนต่างถือเครื่องสักการบูชาต่างๆ พากันไปสู่พระเชตวัน&nbsp;เพื่อจะฟังพระธรรมเทศนา&nbsp;ส่วนนายมหาบุณได้เห็นชนทั้งหลาย จึงไถ่ถามชนทั้งปวง&nbsp;ชนทั้งปวงตอบว่า&nbsp;พระพุทธ&nbsp;พระธรรม&nbsp;พระสงฆ์&nbsp;บังเกิดขึ้นในโลกแล้ว&nbsp;แท้ที่จริงจะเป็นอุปนิสัยของนายมหาบุณ&nbsp;จะได้สำรวจพระอรหันต์ในชาตินี้&nbsp; เมื่อนายมหาบุณได้ฟังมหาชนบอกว่าพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น&nbsp;ก็มีความยินดีเป็นกำลัง&nbsp;แล้วไปสู่พระเชตวันกับชนทั้งปวง&nbsp;ในเวลานั้น&nbsp;พระพุทธเจ้ากำลังตรัสพระธรรมเทศนาอยู่ในวิหาร นายมหาบุณก็น้อมเกล้าลงนมัสการ&nbsp;แล้วนั่งฟังพระธรรมเทศนาอยู่ในที่สุดบริษัท เมื่อจบพระธรรมเทศนาลง ชนทั้งหลายถวายนมัสการลาไปแล้ว&nbsp;ส่วนนายมหาบุณก็กราบทูลอาราธนาพระพุทธเจ้ากับพระภิกษุสงฆ์ไปฉันยังที่พักเกวียนของตน&nbsp;เวลารุ่งเช้าพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เสด็จไปรับอาหารบิณฑบาต ณ ที่พักเกวียนของนายมหาบุณ&nbsp;แล้วเสด็จกลับพระเชตวัน&nbsp;เมื่อนายมหาบุณบริโภคอาหารเสร็จแล้ว&nbsp;ก็มอบเวรเกวียนกับสิ่งของทั้งปวงแก่นายบัญชีให้นำไปให้แก่จุลบุณผู้น้องชาย&nbsp;และบอกว่าตนจะบวชอยู่ในสำนักพระพุทธเจ้า&nbsp;และนายมหาบุณเข้าไปยังพระเชตวันขอบวชต่อพระพุทธเจ้า&nbsp;ครั้นได้บวชสำเร็จก็ขอเรียนพระกรรมฐาน&nbsp; เมื่อเรียนพระกรรมฐานได้แล้ว&nbsp;ก็กราบทูลลาพระพุทธเจ้าไปเที่ยวเจริญสมณธรรมอีกหลายแห่ง แต่ยังมิได้บรรลุมรรคผล&nbsp;ต่อมาพระมหาบุณได้ไปจำพรรษาอยู่ในมกุลการาม&nbsp;เจริญพระกรรมฐาน จึงได้สำเร็จพระอรหันต์ในที่นั้น&nbsp;ครั้นเวลาเช้าวันหนึ่งพระมหาบุณเถระเข้าไปบิณฑบาต&nbsp;ในบ้านสุนาปรันตปะ นายจุลบุณจำได้จึงอาราธนาให้ไปฉัน ณ เรือน แล้วอาราธนาให้จำพรรษาอยู่ ณ พระวิหารอันมีอยู่แถบใกล้วาณิชคาม&nbsp;แต่เวลานั้นเป็นฤดูฝน&nbsp;พ่อค้าในวาณิชคามไปค้าขายทางบกไม่ได้&nbsp;พ่อค้าทั้ง&nbsp;๕๐๐ กับนายจุลบุณก็แต่งสำเภาและสินค้าลงบรรทุกเพื่อไปขาย เมื่อวันจะลงสู่สำเภา&nbsp;นายจุลบุณให้อาราธนาพระมหาบุณลงไปฉันในท้ายเภตรา&nbsp;นายจุลบุณขอสมาทานศีล ๕ และขอให้พระมหาบุณพิจารณาอยู่เนืองๆ ในระหว่างเดินทาง&nbsp;ถ้ามีเหตุภัยสิ่งใดให้ไปช่วย&nbsp;พระมหาบุณก็รับจะเป็นธุระและพิจารณาอยู่เนืองๆ แล้วพระมหาบุณกลับมาสู่พระวิหาร&nbsp;ครั้นได้เวลาสำเภาก็แล่นไป&nbsp;แล่นไปได้ ๗ วัน&nbsp;ถึงเกาะแห่งหนึ่งก็พอสิ้นเสบียงจึงได้ทอดสมอลงไป&nbsp;พากันขึ้นไปบนเกาะเพื่อหาฟืนและผัก&nbsp;ในเกาะนั้นมีไม้จันทน์แดงเป็นอันมาก&nbsp;ชาวสำเภาก็ชวนกันเข้าถากฟันต้นไม้&nbsp;ด้วยคิดว่าจะทำฟืน จึงรู้ว่าไม้จันทน์แดงเป็นของที่มีค่ามากกว่าสินค้าในสำเภา พ่อค้าทั้งหลายก็ชวนกันขนสินค้าในสำเภาทุ้มทิ้งเสียสิ้น&nbsp;ตัดไม้จันทน์แดงบรรทุกลงแทนสินค้าทั้งปวงพอสำเภาทั้งหมดแล่นออกไปลุถึงกลางทาง ห่างจากเกาะก็ประสบมรสุมเกิดมีลมพายุแรง ทำให้เกิดคลื่นใหญ่&nbsp;สำเภาทั้งหลายก็หันเหประหนึ่งว่าจะจมลง บรรดาชาวสำเภาทั้งปวงก็พากันบวงสรวงบนบานแก่เทพยดาอารักษ์อันตนนับถือ&nbsp;แต่นายจุลบุณผู้เดียวระลึกถึงพระมหาบุณผู้พี่ซึ่งได้รับคำสัญญาไว้จึงยกมือขึ้นนมัสการ แล้วกล่าวขอให้พระผู้เป็นเจ้ามาช่วยชีวิตข้าพเจ้าในครั้งนี้ด้วยเถิด&nbsp;ขณะนั้น&nbsp;พระมหาบุณทราบด้วยทิพจักษุญาณ&nbsp;แล้วก็บันดาลให้นายจุลบุณเห็นตนแต่ผู้เดียวแล้วอธิษฐานให้สำเภาทั้งปวงกลับมาสู่วาณิชคามได้ด้วยง่ายไม่มีอันตราย พ่อค้าทั้งหลาย ก็ชวนกันไปประชุมที่บ้านนายจุลบุณ นายจุลบุณจึงถามพ่อค้าทั้งหลายว่า เราได้รอดชีวิตมาครั้งนี้ใครรู้อย่างไรบ้าง&nbsp;ฝ่ายพ่อค้าทั้งปวงจึงตอบว่า&nbsp;พวกเราทั้งปวงได้กลับมาก็เพราะเทพารักษ์อันได้รับเครื่องบนบานของเราช่วย นายจุลบุณจึงพูดว่าไม่ใช่ดอก&nbsp;เมื่อสำเภาจะแตกเราได้เห็นพระมหาบุณออกไปช่วยเราต่างหากพวกเราจึงได้รอดชีวิตมา&nbsp;ฝ่ายพ่อค้าทั้งหลายเมื่อได้ฟังนายจุลบุณกล่าวดังนั้น&nbsp;ก็เห็นพร้อมกันทั้งนั้น แล้วนายจุลบุณก็พาพ่อค้าเหล่านั้นไปสู่อารามพระมหาบุณ ครั้นถึง นายจุลบุณจึงพูดกับพ่อค้าว่า เราจะเอาไม้จันทน์แดงที่เราได้มาให้แก่พระมหาบุณบ้างใครจะเห็นเป็นอย่างไร&nbsp;พ่อค้าทั้งหลายก็พร้อมใจกันแบ่งส่วนไม้จันทน์แดงถวายพระมหาบุณ&nbsp;เพราะคิดถึงคุณท่านเป็นอันมาก พระมหาบุณว่าดีแล้ว&nbsp;แต่เราไม่ต้องการไม้จันทน์แดง เราจะไปอาราธนาพระพุทธเจ้ามาให้ท่านทั้งปวงสักการบูชา ท่านจะเห็นเป็นอย่างไร ฝ่ายวาณิชคามเมื่อได้ฟังก็มีความยินดี จึงพร้อมใจกัน พระมหาบุณก็ให้ชนทั้งหลายแต่งมณฑป ๕๐๐&nbsp;ล้วนแล้วด้วยไม้จันทน์แดง และพระมหาบุณก็ไปสู่พระเชตวัน ถวายนมัสการพระพุทธเจ้าแล้วกราบทูลอาราธนาว่า บัดนี้&nbsp;มหาชนชาวบ้านสุนาปรันตปะมีใจศรัทธา จะใคร่ถวายนมัสการกระทำการสักการบูชาแก่พระผู้มีพระภาค&nbsp;ขออาราธนาพระพุทธองค์เสด็จไปกับพระภิกษุสงฆ์ทั้ง&nbsp;๕๐๐&nbsp;รูป พระพุทธเจ้ารับอาราธนาแล้ว&nbsp;ก็พิจารณาเห็นอุปนิสัยสัจจพันธดาบสอันอยู่เหนือเขาสัจจพันธ์คีรี พระองค์จึงตรัสส่งพระอานนท์ให้เผดียงสงฆ์ ๔๙๙ องค์&nbsp;ครั้นเวลารุ่งเช้า&nbsp;พระตถาคตพร้อมกับพระสงฆ์สาวก&nbsp;๔๙๙&nbsp;รูป&nbsp;เสด็จออกจากพระเชตวันบ่ายพระพักตร์ไปยังบ้านสุนาปรันตปะ ระหว่างทางได้เสด็จประทับ ณ เขาสัจจพันธคีรีอันเป็นที่อยู่อาศัยของสัจจพันธดาบส&nbsp;จึงได้พบสัจจพันธดาบส&nbsp;ก็ทรงตรัสพระธรรมเทศนาโปรดจนสัจจพันธดาบสได้บรรลุมรรคผลแล้วให้บรรพชาอุปสมบท&nbsp;พระพุทธองค์ทรงให้พระสัจจพันธภิกษุตามเสด็จออกจากเขาสัจจพันธคีรี&nbsp;โดยลำดับจนถึงบ้านสุนาปรันตปะ ประทับ ณ &nbsp;มณฑปไม้จันทน์แดงที่พวกพ่อค้าสร้างถวาย&nbsp;และได้แสดงพระธรรมเทศนาโปรดอยู่นานวัน&nbsp;จึงเสด็จกลับยังกรุงสาวัตถีครั้นผ่านเขาสัจจพันธคีรีที่อยู่ของพระสัจจพันธ์&nbsp;จึงโปรดให้พระสัจจพันธ์อยู่<br />
ณ สถานที่นั้นต่อไป เพื่อจะได้สั่งสอนเหล่าชนในตำบลนั้น พระสัจจพันธ์จึงทูลขอให้พระพุทธองค์ ทรงเหยียบรอยพระบาทไว้&nbsp;ณ&nbsp;ที่ตำบลนั้น เพื่อเป็นเครื่องแสดงว่าพระพุทธเจ้าได้เสด็จมาแล้ว พระพุทธองค์จึงทรงอธิษฐานแล้วทรงเหยียบรอยพระบาทให้ปรากฏไว้ตามความประสงค์ของพระสัจจพันธ์&nbsp;รอยพระพุทธบาท จึงปรากฏอยู่ที่ไหล่เขาสัจจพันธคีรี หรือเขาสุวรรณบรรพต&nbsp;ซึ่งประดิษฐานอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงศรีอยุธยา&nbsp;มาตั้งแต่บัดนั้น</p>

<p>&nbsp; &nbsp; กาลเวลาล่วงเลยไป&nbsp;บ้านเมืองก็เปลี่ยนแปลงไป&nbsp;สถานที่ๆ เคยจำเริญรุ่งเรืองก็กลายเป็นที่รกร้างว่างเปล่า คนแก่ก็ตายไปคนใหม่ก็เกิดมา สถานที่หรือของดีที่มีอยู่ก็พากันเลอะเลือนหลงลืมเสีย นานเข้าก็ไม่ทราบว่าสถานที่และของดีอะไรๆ อยู่ที่ตรงไหนบ้าง จวบจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ. ๒๑๖๓ &ndash; ๒๑๗๑) ได้มีพระภิกษุไทยพากันไปนมัสการพระพุทธบาท ณ เขาสุมนกูฏในลังกาทวีป และได้ทราบจากทางลังกาว่า&nbsp;&ldquo;ฝ่าพระบาทมีอยู่ ณ กรุงศรีอยุธยา ประดิษฐานอยู่บนไหล่เขาสุวรรณบรรพต ข้างทิศอุดรสถิตเหนือกรุงศรีอยุธยา&rdquo;&nbsp;ครั้นพวกพระภิกษุไทยกลับเข้ามาจากลังกา ได้ทูลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมให้ทรงทราบ พระองค์จึงได้โปรดให้มีตราสั่งหัวเมืองให้เที่ยวตรวจดูตามภูเขา เจ้าเมืองสระบุรีได้ความจากพรานบุญว่า&nbsp;&ldquo;มีศิลาเป็นแอ่ง มีน้ำขังอยู่แต่พอเนื้อ นกกินได้ ครั้นนายพรานบุญยิงเนื้อทรายบาดเจ็บไม่ถึงตายเนื้อนั้นหนีเข้าไปซุ้มไม้รกบนไหล่เขา อีกครู่หนึ่งเห็นกลับออกมา บาดแผลที่ถูกยิงบาดเจ็บนั้นหายหมดสิ้น นายพรานแปลกใจจึงเดินตรงเข้าไปพยายามแหวกแทรกแมกไม้รกขึ้นบนไหล่เขา ก็พบศิลาเป็นแอ่งมีน้ำขังอยู่ นายพรานจึงตักน้ำมันมากินพร้อมกับวักขึ้นลูบตามเนื้อตัว นายพรานเป็นเกลื้อนกลากก็พลันหายหมดสิ้น นายพรานเห็นประหลาดอยู่ จึงวิดน้ำเสียให้แห้ง แล้วก็เห็นพระ (ลาย) ลักษณะสำคัญว่าเป็นรอยคนโบราณ</p>

<p>&nbsp; &nbsp; เจ้าเมืองสระบุรีจึงมีใบบอกเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. ๒๑๖๗&nbsp;สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมทรงดีพระทัย&nbsp;เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตร&nbsp;โดยเสด็จทรงชลมารคจอดเรือพระที่นั่ง ณ สถานที่เรียกว่า ท่าเรือ (คือที่ว่าการอำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในปัจจุบัน) เมื่อเสด็จขึ้นบกแล้ว&nbsp;นายพรานบุญเป็นมัคคุเทศก์ นำลัดตัดตรงไปถึงเชิงเขา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรเห็นแท้เป็นรอยพระพุทธบาท มีลายลักษณ์กงจักร ประกอบด้วยมหามงคล ๑๐๘ ประการสมด้วยพระบาลี&nbsp;แล้วต้องกับเมืองลังกาบอกเข้ามาว่า กรุงศรีอยุธยามีรอยพระพุทธบาทอยู่เหนือยอดเขาสุวรรณบรรพต ก็ทรงพระโสมนัสปรีดาปราโมทย์ถวายทศนัขเหนืออุตมางคศิโรตม์ด้วยเบญจางคประดิษฐ์เป็นหลายครากระทำการบูชาด้วยธูปเทียนคันธรสจะนับมิได้&nbsp; ทั้งท้าวพระยาเสนาบดี กวีราชนักปราชญ์บัณฑิตชาติทั้งหลายก็ถวายบังคมประณตน้อมเกล้าด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ต่างคนมีจิตโสมนัสปราโมทย์ยิ่งนัก&nbsp;กระทำสักการบูชาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อุทิศถวายพนาสณฑ์เป็นบริเวณออกไปโยชน์หนึ่งโดยรอบแล้วทรงพระกรุณาตรัสสั่งให้ช่างจัดการสถาปนาเป็นมณฑปสวมรอยพระพุทธบาท และสร้างพระอุโบสถพระวิหารการเปรียญตึกกว้านกุฏีสงฆ์เป็นอเนกานุประการ&nbsp;แล้วให้ฝรั่งส่องกล้องตัดทางสถลมารคกว้างสิบวา&nbsp;ตรงตลอดถึงท่าเรือให้แผ้วถางทุบปราบให้ราบรื่นเป็นถนนหลวงเสร็จ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับท่าเรือทรงพระกรุณาสั่งให้ตั้งพระราชนิเวศน์ตำหนักฟากตะวันออกให้ชื่อ&nbsp;พระตำหนักท่าเจ้าสนุก ทรงพระกรุณาเร่งรัดให้ช่างสร้างมณฑปพระพุทธบาทและอาวาสบริเวณทั้งปวง สี่ปีจึงสำเร็จ&nbsp;สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นไปทำการฉลองมีงานมหรสพสมโภช ๗ วัน&nbsp;แล้วเสด็จกลับยังกรุงศรีอยุธยา</p>

<p>&nbsp; &nbsp; ในรัชกาลต่อๆ มา ก็ทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์&nbsp;มีการปฏิสังขรณ์พร้อมทั้งโปรดสถาปนาวัตถุสถานเพิ่มเติมขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก เช่นในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง สมเด็จพระนารายณ์มหาราช, พระเจ้าเสือ, พระเจ้าท้ายสระ และสมเด็จพระเจ้าบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยา ตลอดจนพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรีในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ทุก ๆ พระองค์ ได้ทรงโปรดให้มีการปฏิสังขรณ์ซ่อมแซมทะนุบำรุงเป็นอย่างดีตลอดมาทุก ๆ &nbsp;รัชกาล แม้ในยุครัชกาล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ก็โปรดมีพระราชศรัทธาเลื่อมใสเสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพระราชพิธียกพระจุลมงกุฎยอดพระมณฑป&nbsp;ซึ่งได้ทรงสร้างขึ้นใหม่เมื่อปี&nbsp;พ.ศ. ๒๔๙๕ พร้อมกับการทรงเปิดพระบรมราชานุสรณ์พระเจ้าทรงธรรม&nbsp;เมื่อวันที่ ๖&nbsp;มิถุนายน&nbsp;๒๕๐๓ อีกครั้งหนึ่ง</p>

<p>ข้อมูล :&nbsp;ประวัติวัดพระพุทธบาท สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีพิมพ์แจกในงาน ทอดพระกฐินพระราชทานของสำนักนายกรัฐมนตรี ณ&nbsp;วัดพระพุทธบาท&nbsp;ราชวรมหาวิหาร อำเภอพระพุทธบาท&nbsp;จังหวัดสระบุรี ๘ พฤศจิกายน&nbsp;๒๕๒๓</p>
]]></description>
<enclosure url='https://sri.onab.go.th/th/file/get/file/202104302ab5c6382bda17449a4c7c4d5a82eb98162128.jpg' type='image/jpg' length='1409744' />
</item>
</channel>
</rss>
